รายการชีวิตสำเร็จรูป
รายการชีวิตสำเร็จรูป : สัมภาษณ์ สบาย สบาย กับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
โดย แนน ชลิตา เฟื่องอารมณ์ ในรายการ ชีวิตสำเร็จรูป
ออกอากาศ ทางช่อง Modernine TV เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554
รายการชีวิตสำเร็จรูป : สัมภาษณ์ สบาย สบาย กับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
โดย แนน ชลิตา เฟื่องอารมณ์ ในรายการ ชีวิตสำเร็จรูป
ออกอากาศ ทางช่อง Modernine TV เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554
เคยเข้าไปที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไหมครับ ?
(www.music.mahidol.ac.th/th/index.php )
คณะนี้มีร้านอาหารอิตาเลียนเป็นของตัวเอง มีมุมพักผ่อน มุมเดินเล่น ผมชอบมากครับ ผมว่านะถ้าทุกคณะในประเทศไทยคิดทำได้แบบนี้ นักศึกษาจะมีความสุขมาก ทุกมุมสวย ดูดีมาก ทางเดินริมคลองปูด้วยไม้ กว้าง พอที่จะเดินเล่น นอนเล่นดูแสงเดือนดาวได้
เดินๆอยู่ …นักศึกษาเดินผ่าน อาจารย์บอก เธอเล่นให้ฟังหน่อย นึกศึกษาคนนั้น เล่นกีตาร์คลาสสิค ให้ฟังได้เดี๋ยวนั้น


ผมตั้งใจว่า ลูกเมียขึ้นมาผมจะพาไปเดินเล่นที่นั่น ตั้งใจไว้ เพราะผมกลับไปเล่าให้ภรรยาผมฟัง ในเรื่องครูดนตรีแบบที่เราเคยคิดกัน
ผมเคยใฝ่ฝันว่าโรงเรียนผม จะมีแกรนด์เปียโนสักตัว มีครูเก่งๆสักคน ในห้องโถงเล็กๆสักห้อง แล้วเด็กๆก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่นกัน ทีละ 20 -30 คน ทุกคนก็จะต้องเพลงกันอย่างถูกต้อง มีจังหวะจะโคน ร้องกันอย่างสนุกสนาน
โรงเรียนนี้ ในตอนเช้า เด็กนักเรียนจะร้องเพลงกันเช้าละ 15 เพลง เพราะเชื่อว่า เด็กร้องเพลงเก่งกันขนาดอัดแผ่นได้ทุกคน ผมว่าโรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนที่ร้องเพลงชาติได้ดีที่สุดในประเทศไทย คุณเคยฟังเพลงชาติเด็กบ้านนอกไหม?
โอ มายก้อดด …เด็กเค้าน่าน่าสงสารมากนะ ยิ่งไกลออกไป ครูก็ยิ่งไม่เอาใจใส่ดีพออยู่แล้ว เพลงชาติเด็กๆก็จะได้ยินแบบ ออริจินัล กันน้อยมาก
…”เอกะลาด ไม่ให้ไค ไกค่มกี่….” เป็นอย่างนี้จริงๆนะ!
แล้วยิ่งโรงเรียนมัธยมไกลๆ ยิ่งน่าเศร้าใจ “..เทศไท…ดือ ดือ…ชาดเชื้อไท..” ไม่มีจังหวะอะไรเลย ก็ไม่รู้นะว่าถ้าจะแก้ปัญหาได้ ทางโรงเรียนเค้าจะใช้วิธีอะไรนะ แต่ของผม ที่โรงเรียนผมเคยซื้อ CD เพลงแห่งชาติ ไปเปิด ให้ฟัง เป็นอาทิตย์เลย แล้วก็ร้องคลอ.. สักพัก แผ่นCDพัง! ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
มันควรจะมีครูดนตรีเจ๋งๆนะ ยืนอยู่กับเด็ก หน้าแถว …วันที่อากาศดีๆ หน้าเสาธง มียกพื้นหน่อย แล้วคุณครูขึ้นไป…เอ้าต่อไปร้องเพลงชาติ
เด็ก ป.1- ป.2 ที่เพิ่งขึ้นมาจาก อนุบาลนะ ซนสุดยอดดด แต่ผมชอบนะสนุกมาก ผมเคยสอนภาษาไทย แล้วเด็กนั่งฟัง เราเล่าวรรณคดีไทย เด็กคนที่ซนที่สุด มานั่งหน้าสุดของห้องเพื่อมานั่งฟัง หน้าตาอย่างมีความสุข
แต่คนที่เป็นครูศิลปะนี่ต้องเก่งมากนะ และบ้านเรายังหาครูสอนดนตรีเก่งๆไม่ได้ ดีที่สุดที่เราทำได้ก็คือ วงดุริยางค์ประเภทที่มีเมโลเดียนกับกลอง
…………..
เก็บมาฝากจาวงสนทนาครับ
FC.
จากการที่กิจการอย่างหนึ่งของครอบครัวคือ โรงเรียนอนุบาล ทำให้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” เคยทำหน้าที่ เป็นครูมาก่อนที่จะเล่นการเมือง โรงเรียนที่ว่านี้ชื่อ โรงเรียนวิวัฒน์วิทยา ตั้งอยู่ที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง
สาทิตย์เล่าให้ฟังว่า…
“ผมเรียนปริญญาตรีจบปี 2526 ไม่ได้ตั้งใจเป็นครู อยากไปเป็นบัณฑิตอาสา ช่วงนั้น กำลังรอผลสอบ บังเอิญโรงเรียนมีปัญหาภายใน ไม่มีคนบริหาร พอครอบครัวเขาเห็นเราจบก็ขอร้อง พ่อพูดไม่ลงไป ลุงพูดไม่ลงไป เลยส่งอามา 2 คน (เน้นเสียง) มานั่งคุยที่กรุงเทพฯ ก็ลงไป
“เป็นครูอยู่ 3 ปี ฟื้นโรงเรียนขึ้นมา จนเด็กมีกว่า 500 คน ก็อยากมาทำงานที่กรุงเทพฯอีก แต่พอปลายปี 2529 เกิดวิกฤต ญาติคนที่ทำโรงเรียนลาออก และพ่อเป็นโรคหัวใจหนัก เข้าไอซียู พ่อโทร.มาขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายให้กลับมาที่บ้านเถอะ พอกลับไปเราก็บอกกับที่บ้านว่า ถ้าให้ผมมาทำโรงเรียน ขอให้มีอำนาจสิทธิขาดในการบริหาร หุ้นที่มีอยู่ขายให้ได้ไหม ถ้าใครจะยกให้ก็ได้ (ยิ้ม) ญาติๆ ก็ใจดียกให้ ผมก็เลยกลับมาและเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวในปี 2530 และย้ายมาเป็นที่ดินของเรา

“พอมาเห็นเด็กๆ แล้วก็ชอบ จึงตั้งปณิธานว่า อยากทำโรงเรียนให้ดี และได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ 2 เรื่องคือ “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” เรื่องที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล แล้วมาเจอโรงเรียนที่ครูใหญ่ให้อิสระเสรีแก่เด็ก ให้เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ เราก็เลยอยากทำโรงเรียนแบบนี้ และอีกเล่มคือ “ซัมเมอร์ ฮิลล์” โดยเอเอส นีลล์
“มาทำโรงเรียน ใช้วิธีบริหาร คุยกับครูทุกคนว่า เราจะใช้ปรัชญา 2 ข้อ คือ 1.ต้องทำโรงเรียนให้เหมือนกับโรงเรียนที่สอนลูกเราเอง ผมบอกว่าถ้าผมมีลูก ผมจะให้ลูกผมเรียนที่นี่ 2.พึงคิดเสมอว่า ครูเป็นคนที่มาจากอดีต สอนเด็กในปัจจุบัน เพื่อให้ใช้ชีวิตในอนาคต ดังนั้น คุณต้องสรุปบทเรียนในอดีตให้ได้ ต้องเข้าใจปัจจุบัน และอ่านอนาคตให้ขาด ก็เริ่มส่งครูไปอบรม” และบังคับให้ครูทุกคนอ่าน “โต๊ะโตะจัง”
“ช่วงที่มาทำโรงเรียนใหม่ๆ ทุกคนเริ่มมองเราด้วยสายตา ว่า เฮ้ย มันทำอะไรวะ ทำไมโรงเรียนมันแปลกๆ ผมจึงเริ่มคิดโครงการที่ทำมาเกือบ 20 ปีแล้วคือ ทำให้ครูและผู้ปกครองใกล้ชิดกัน เริ่มโครงการไปเยี่ยมผู้ปกครอง จัดกิจกรรม มาทำโรงเรียน ก็ทำหน้าที่เป็นครูด้วย สนุกมาก เริ่มสอนภาษาไทย ป.3 เพราะชอบอ่านหนังสือ ปรากฏว่า ต้องหาหนังสือไปให้เด็กอ่านกัน ต่อมาปีหลังให้สอนภาษาอังกฤษด้วย สนุกที่สุด เพราะชอบให้เด็กได้ท้าทาย ข้อสอบออกค่อนข้างยาก
“มีอยู่วันหนึ่งก็สงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมเด็กผูกด้ายแดงที่ข้อมือมาเข้าสอบทุกคน ก็เลยถามว่า ผูกด้ายแดงมาทำไมเขาก็บอกว่า ไปหาคนทรงเจ้ามา เลยเอาด้ายแดงมาแจกเพื่อน แล้วคนทรงเจ้าทางใต้ส่วนใหญ่เป็นคนจีน ก็เลยถามเด็กว่า ตอนก๋งทรงเจ้าพูดอังกฤษหรือพูดจีน เด็กบอกว่าพูดจีน
“อ้าว พูดจีนแล้วจะมาช่วยสอบอังกฤษได้อย่างไร แต่ปรากฏว่าคนที่เอาด้ายแดงมาแจกเพื่อนได้ท็อปภาษาอังกฤษ”
หากถามถึงสิ่งที่สาทิตย์มีความสุขที่สุด ตั้งแต่เริ่มสอนและบริหารจัดการในโรงเรียนนี้ เขาก็จะบอกว่า “ตอนที่ มีความสุขมากคือตอนเที่ยง นั่งใต้ต้นไม้ เรียกเด็กๆ มา เล่านิทานให้ฟัง และฟังเด็กๆ สะท้อนความคิดความเห็น ตอนเย็นก็มีจะมีติวให้ เล่าเรื่องใหม่ๆ ให้ฟัง เด็กที่นี่จะได้ศัพท์แปลกๆ ใหม่กลับบ้านไปทุกวัน
“เด็กที่นี่เป็นเด็กกล้าแสดงออก ใหม่ๆ ผู้ปกครองจะตกใจว่าทำไมกลับไปฉอดๆ แต่เราสอนให้เด็กถ่อมตัวไม่ก้าวร้าว เรายังมีเป้าหมายให้เด็กเก่งภาษาอื่นด้วย เขาจะต้องมีความรู้เรื่องเครื่องดนตรีติดตัวไปด้วย 1 ชิ้น”
พอโรงเรียนเริ่มประสบความสำเร็จ เด็กเริ่มเพิ่มมาเป็นพัน ก็มีปัญหาว่า เปิดรับได้ 7 วัน เด็กก็เต็มแล้ว เราก็หาวิธีการรับเด็ก จะให้สอบตั้งแต่อนุบาล ก็โหดไป มีอยู่ปีหนึ่ง ลองทดสอบดู ดูทักษะ ดูอะไรต่ออะไร ก็นึกสงสารเด็กบางคนที่ตั้งใจมาแต่ทักษะสู้เพื่อนไม่ได้ ก็ลองปรับให้ใครมาก่อนได้ก่อน ปรากฏว่า มีคนมาจองบัตรคิวแบบโรงพยาบาลคือมาวางรองเท้าจองไว้ก่อน
“เราก็ถกเถียงกันในโรงเรียนกับตัวแทนผู้ปกครอง สุดท้ายจบที่ 1,200 คน คือมาจากว่า มีอนุบาล 1-3 และประถม 1-6 รวม 9 ระดับ ระดับละ 3 ห้อง รวมมี 27 ห้อง คิดว่าห้องละ 30-40 คน”
และเมื่อถามถึงลูกศิษย์ที่จบการศึกษาไปแล้วว่า พวกเขาและเธอได้สะท้อนอะไรให้คุณครูสาทิตย์ฟังบ้าง ครูสาทิตย์ก็เล่าให้ฟังว่า “สิ่งที่โรงเรียนวิวัฒน์ให้เขาคือความเป็นคนกล้าคิด กล้าแสดงออก และการรู้จักปรับตัวทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้สอนหนังสือนะ แต่เราสอนคน สอนคนให้ใช้ชีวิตในสังคมได้”
ฟังดูแล้ว อาจจะคิดไปได้ว่า วันนี้ โรงเรียนวิวัฒน์วิทยา คงคล้ายจะเหมือนกับโรงเรียนประถมโทโมเอใน “โต๊ะโตะจัง” อย่างที่ “สาทิตย์” บอกไว้ว่าเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำโรงเรียนให้ดี ก็คงจะไม่ผิดไปสักเท่าไหร่…