Archive

Posts Tagged ‘นายกรัฐมนตรี’

แดดจ้า ผ้าขาวม้า และ ชาวบุรีรัมย์

กรกฎาคม 14, 2009 ใส่ความเห็น

กระแสคนอีสานตอบรับพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จากสื่อต่างๆ บอกว่า ชาวอีสานให้ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีสูงมาก เพราะทุกคนได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล เรื่องแต่เรื่องที่ FC. ชอบมากที่สุด คือ บริเวณข้างทางที่นายกรัฐมนตรีเดินทางผ่านมีชาวบ้านจำนวนมากออกมาต้อนรับ ส่งเสียงกรี๊ด….

หันมาดูทาง Mr.SatiT เราบ้าง ที่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นพระเอกงานนี้ แต่เคยดูหนังเกาหลีไหม ครับ..
นี่ล่ะ ความน่ารักของพระรอง ที่ได้ใจชาวบ้าน ไม่แพ้กัน

DSC_0269 DSC_0267

เอากะเขาสิ!

เรียลลิตี้บุรีรัมย์ – รายการเชื่อมั่นฯ

กรกฎาคม 14, 2009 ใส่ความเห็น

วันอาทิตย์ 12 ก.ค.52  เวลา 09.00 น.  ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่  26 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยช่วงที่ 2 นายสุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ หรือ เช็ค  ทำหน้าที่เป็นพิธีกร

ก่อนเข้ารายการพิธีกรได้เกิ่นนำถึงเหตุการณ์ช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ว่า  วันนี้ที่สนามบินบุรีรัมย์ มีคนมาเข้าแถวรอรับท่านนายกฯ เยอะมากนะครับ ตอนนี้กองทัพสื่อเข้ามา ตอนนี้ที่สนามบินบุรีรัมย์มองไม่เห็นตัวท่านนายกฯเลยนะครับ ผม สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ วันนี้ผมได้รับภารกิจให้มาเป็นพิธีกรภาคสนามในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย เพื่อที่จะติดตามท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในประเทศ และเป็นที่คาดหวัง เป็นความหวังของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรนะครับ ตอนนี้ขบวนของท่านนายกฯ เดินทางมาที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ เพื่อจะมาทำพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟ

นายกรัฐมนตรีพบปะประชาชนที่มารอต้อนรับหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ และกล่าวว่า “พี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่เคารพรักทุกท่านครับ ต้องขอขอบคุณพี่น้องที่ได้ให้การต้อนรับผมและคณะรัฐมนตรี คณะ ส.ส. อย่างอบอุ่นผมเดินทางมาพบกับพี่น้องประชาชนในวันนี้ ในจุดนี้เบื้องต้นต้องขอขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย กศน. และเทศบาล ที่ได้ทำโครงการห้องสมุดให้ประชาชน โดยใช้ตู้รถไฟซึ่งนำมาดัดแปลง ขอเล่าเรื่องนี้นิดเดียวครับว่า ผมมีโอกาสได้รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ท่านได้เสด็จฯ ไปเปิดรถไฟจากหนองคายข้ามไปยังประเทศลาว และการรถไฟฯ ได้ทำห้องสมุดแบบนี้ไว้ที่หนองคาย 1 แห่ง
วันนั้นท่านได้รับสั่งว่า ถ้าสามารถทำห้องสมุดแบบนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในอีกหลายต่อหลายจังหวัด ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมเองและรัฐบาลให้ความสำคัญมากกับเรื่องการศึกษา และอยากจะส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะลูกหลานของเรารักการอ่าน เพราะฉะนั้น วันนี้ผมดีใจอย่างมากที่เห็นความร่วมมือของหน่วยงานเหล่านี้ ทำบริการนี้เพราะทราบว่าพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษามาใช้บริการสถานีรถไฟ หรือมารออยู่บริเวณสถานีรถไฟ ก็จะได้มีโอกาสมีหนังสืออ่าน มีอินเตอร์เน็ตให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ได้สืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และท่านรัฐมนตรีโสภณซึ่งเป็นผู้ที่ได้ประสานงานเป็นอย่างดีครับ

ทั่วประเทศจับตาดูบอกนายกฯจะมาบุรีรัมย์ นายกฯจะมาอีสาน ที่จริงทำเป็นเรื่องตื่นเต้น ผมได้เคยมาบุรีรัมย์แล้ว มาปราศรัยแถวนี้ครับ คนเยอะครับ แต่ว่าคะแนนไม่ค่อยได้ วันนี้ผมมาเพราะว่าผมบอกกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศตั้งแต่วันแรกที่ผมรับตำแหน่ง บอกว่าผมมารับตำแหน่งนี้ ผมต้องทำหน้าที่ให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ภาคใด ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองที่ผมสังกัด เพราะฉะนั้น ผมต้องการมาทำสิ่งนี้เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน บ้านเมืองจะได้สงบ บ้านเมืองจะได้เจริญ

ขณะนี้รัฐบาลได้ทำงานมาครึ่งปี เข้ามาในยามที่พี่น้องยากลำบาก จากการที่สังคมไทยแตกแยก จากการที่เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่ผมต้องรีบทำเร่งทำและทำเสร็จแล้วใน 6 เดือน คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น การทำโครงการเรียนฟรี 15 ปีให้ลูกหลานของเรา การให้ผู้สูงอายุ ใครอายุเกิน 60 ปี ไม่มีบำนาญรับเงินช่วยเหลือได้อีก 500 บาทต่อเดือน พี่น้อง อสม. ซึ่งทำงานกันมาอย่างหนัก ก็ให้ค่าตอบแทน 600 บาทต่อเดือน แล้วจะพยายามดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม พี่น้องเกษตรกรก็เข้ามาเพิ่มโควตาการรับจำนำพืชผลการเกษตร พี่น้องผู้ใช้แรงงานรายได้น้อยมีเช็ค 2,000 บาท พี่น้องที่ตกงานมีโครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้ในระยะเวลาเพียงครึ่งปีสามารถทำเสร็จเดินได้ตามแผน แต่จากนี้ไปผมต้องการให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้น สังคมไทยเข้มแข็ง ประเทศไทยเข้มแข็ง

วันนี้ท่านรัฐมนตรีโสภณ ตั้งชื่อเอาไว้ว่าเป็นงานเปิดประตูอีสาน ประสานใจไทยเข้มแข็ง ถามว่าไทยเข้มแข็งจะทำอะไร ก็บอกว่าผมรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนหลายปัญหา เป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่การลงทุนในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องในระยะยาวทำได้น้อย ต่อไปนี้ 3 ปีจากนี้ไป เราจึงจะลงทุนสำหรับประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคนอย่างจริงจัง เฉพาะบุรีรัมย์ นับกันแล้วจะมีเงินมาลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท จะมีทั้งแหล่งน้ำ จะมีทั้งถนนไร้ฝุ่น จะมีการปรับปรุงโรงเรียน จะมีการปรับปรุงสถานีอนามัย และมีโครงการอื่น ๆ ซึ่งวันนี้ผมจะได้ใช้เวลาทั้งวันในการไปเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในจุดต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความพร้อมในการทำโครงการไทยเข้มแข็ง

พี่น้องที่เคารพครับด้วยเวลาที่จำกัด ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผมทราบดีว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนยังมีมาก ขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งว่าการทำงานของผมและคณะรัฐมนตรีจะยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะทุ่มเททำงานด้วยความขยัน ด้วยความอดทน และแม้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมประชาธิปไตย ที่จะมีคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผมก็จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียม และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด ผมขอบคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่งที่ได้มาต้อนรับและให้กำลังใจผมและคณะรัฐบาล และจะได้มุ่งหน้าทำงานให้กับพี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์ และพี่น้องประชาชนคนไทยต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

พิธีกร  สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ

นายกรัฐมนตรี  สวัสดีครับ

พิธีกร  ดีใจมากครับที่ได้มาคุยกับท่านนายกฯ  ไม่ทราบท่านนายกฯ  พอจำได้ไหมครับ  สมัยที่ท่านนายกฯ เพิ่งกลับจากต่างประเทศใหม่  ๆ ท่านนายกฯ เคยไปออกรายการ “เจาะใจ” ที่คุณดำรง พุฒตาล เป็นพิธีกร  วันนั้นผมทำงานเบื้องหลังครับ  ซึ่งผมจำคำพูดที่คุณดำรง พุฒตาล  พูดบนเวทีวันนั้น  ที่ทำนายว่าวันหนึ่งท่านนายกฯ  จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  และวันนี้ท่านนายกฯ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ๆ  ผมขอคุยเรื่องความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะครับ  คือมีหลายคนครับ  และผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน  นั่นคือว่ามองท่านนายกฯ เป็นนักการเมืองที่มีความเป็นนักการเมือง  มีความเป็นมนุษย์  มีคนเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของท่านสูงมาก   ท่านนายกฯ รู้สึกถึงประเด็นนี้ไหมครับ

นายกรัฐมนตรี   ผมไม่ค่อยได้มองอะไรในลักษณะอย่างนั้น  แต่ผมก็ทำงานและเดินแนวทางการทำงานทางการเมืองของผมมาตลอด 17 ปี   และจะฟังเสียงของประชาชนอยู่ตลอดเวลาว่าเขามีความคิด ความอ่าน ความรู้สึก ความต้องการ ความคาดหวังกับตัวเราอย่างไร  ต้องขอบคุณ   หลายคนก็ให้กำลังใจว่าแนวทางที่ยึดมั่นมา  จะเรียกว่าเป็นอุดมการณ์  หรือจะเรียกว่าเป็นความคิดหลักในการทำงาน  ก็ยังสนับสนุนให้ยึดแนวทางนี้อยู่  จะเรียกว่าเป็นในส่วนของความเป็นมนุษย์  หรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ

พิธีกร   มันเกี่ยวข้องหรือมีอะไรหลักไหมครับ ระหว่างหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ถ้าหากว่าคนเราจะมีความเชื่อในการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ สักอย่างหนึ่งว่าชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีคุณค่าควรจะเป็นแบบไหน  ของท่านนายกฯ ระหว่างในความเห็นนี้กับความเป็นนักการเมือง  ต่างกันอย่างไรครับ

นายกรัฐมนตรี   สำหรับผม ๆ ทำงานการเมือง  จะเป็นตำแหน่งไหนก็ตาม  จะเป็น ส.ส. กรรมาธิการ ผู้นำฝ่ายค้านหรือรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่   ผมก็ยังคิดว่าเราก็ต้องคงตัวตนของเราว่าเราอยากจะทำอะไรอย่างไร  แต่ถ้าถามว่ามีอะไรซึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว  ทำไม่ได้ หรืออยากทำแล้วไม่ได้ทำ  ก็ต้องมีแน่นอน  โดยเฉพาะในภาวะบ้านเมือง  ซึ่งอย่างที่เป็นอยู่  บางครั้งเราก็ธรรมดาครับความรู้สึกก็เหมือนมนุษย์คนอื่น  มีโกรธ มีความไม่พอใจ  มีความอยากที่จะสื่อสารบางสิ่งบางอย่างออกไป  แต่ว่าเราดูแล้วว่าถ้าเราทำออกไปแล้ว  ผลกระทบต่อส่วนรวมจะเป็นอย่างไร  แล้วก็มันคงไม่ถูกตีความว่าเป็นการสะท้อนความคิดของนายอภิสิทธิ์  แต่เป็นการสะท้อนความคิดของคนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล  เพราะฉะนั้น บางเรื่องเราก็ต้องหักห้ามใจ  เรื่องนี้เราแสดงออกไม่ได้  เรื่องนี้เราคงต้องไม่พูดออกไป  เพราะจะมีผลกระทบตรงนั้นตรงนี้  มันก็มีความขัดกันในแง่นั้นเท่านั้นเอง  แต่ในแง่ของเป้าหมายการทำงาน  สิ่งที่อยากทำ  สิ่งที่อยากจะผลักดัน  และผมก็เคยเขียนหนังสือว่าอยากทำอะไร  อย่างไรบ้าง  ถ้ามีโอกาส  สิ่งเหล่านั้นก็เดินหน้าอย่างเต็มที่

พิธีกร  ถ้าเปรียบเหมือนมวยที่ชกบนเวที  เวลาเราดูข้างเวที   เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น  ทำไมไม่ทำอย่างนี้

นายกรัฐมนตรี  ผมเข้าใจเลยครับ  เพราะบางสถานการณ์ หลายสถานการณ์ ที่เรากำลังแก้ปัญหาอยู่  แล้วบางสิ่งบางอย่างเราอาจจะยังไม่สามารถพูดหรือสื่อสารไปได้  เพราะมันไปกระทบกับสิ่งที่เราต้องทำต่อไป   เราต้องรักษารูปของการทำงานไว้อย่างนี้  แต่นึกออกเลยว่าคนนอกไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร อึดอัด ต่อว่า หรืออะไรก็แล้วแต่  ไม่ถูกใจ  แต่เราก็อธิบายเท่าที่อธิบายได้  แต่รู้เลยครับว่าหลายสถานการณ์จะต้องมีคนหงุดหงิด อึดอัด  แต่ผมก็ถือว่าเขาสะท้อนมา   ส่วนใหญ่ก็สะท้อนมา  และเราเห็นชัดเลยว่ามันก็เป็นความหวังดี   มันเป็นความเชื่อ ความคิดของเขาจริง ๆ  เราก็รับฟัง  และก็ดีครับเป็นเครื่องเตือนใจเราว่าคนจำนวนหนึ่งเขาคิดอย่างนี้  แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่มีคำตอบให้กับเขาได้  แต่ว่าเราก็หวังว่าพอเราทำงานเสร็จ สำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วยวิธีการที่เราวางไว้  เขาจะเข้าใจ  แต่ระหว่างทางไม่เข้าใจ  ก็คงจะมีคนที่ไม่เข้าใจเยอะ

พิธีกร มันสั่นคลอนความเชื่อมั่นหรือว่าความรู้สึกนึกคิดอะไรบางอย่างของท่านบ้างไหมครับ

นายกรัฐมนตรี  ผมมีความแน่วแน่พอสมควรนะครับ  เมื่อตัดสินใจว่าจะต้องดำเนินการอะไรทำอะไร  และก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ  คือเข้าใจความรู้สึกของคนซึ่งอาจจะบอกว่าเป็นกองเชียร์บ้าง  อาจจะเป็นคนที่เป็นนักวิจารณ์ นักวิเคราะห์บ้าง  แต่ผมคิดว่าเราหวั่นไหวเกินไปก็ไม่ได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ฟัง  ไม่ทบทวน ไม่ประเมิน ไม่ใช่  เพียงแต่ว่าบางครั้งเราต้องเข้าใจอีกว่ามุมมองของคนที่กำลังทำอยู่  มุมมองของคนที่มองออกมาจากภายนอกอาจจะต่างกัน  บางเรื่องเขาไม่รู้สิ่งที่เราทำ  บางเรื่องเราอาจจะไม่เห็นสิ่งที่เขาเห็น  เราก็ต้องพยายามดูว่าสิ่งที่เขาเห็นมาช่วยการทำงานเราได้อย่างไร  และก็หวังว่าสิ่งที่เราทำในที่สุด  ได้ผลลัพธ์ออกมาเขาจะเข้าใจว่าทำไมเราทำในสิ่งที่เราทำ

พิธีกร  อย่างการไปบุรีรัมย์เที่ยวนี้  ท่านนายกฯ ต้องการส่งสัญญาณอะไร

นายกรัฐมนตรี   ที่จริงแล้วการเดินทางไปครั้งนี้ผมว่าก็ไปวิเคราะห์กันมากมาย  จริง  ๆไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย   คือผมก็บอกกับ ครม. ว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนครั้งใหญ่  เรากำลังจะปรับปรุงทั้งเรื่องถนนหนทาง แหล่งน้ำ  โรงเรียน  สถานีอนามัย  และเราต้องเร่งรัด  เพราะฉะนั้น  ก็ต้องการที่จะลงไปดูพื้นที่ในการทำสิ่งเหล่านี้  และผมก็ไปมาแล้วรอบหนึ่งที่สมุทรสาคร  เคยเอามาออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทย  ทีนี้ก็มีคนพูดบอกว่า  ทำไมไม่ไปลงพื้นที่กับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมเขาบ้าง  ใช่ไหมครับ  ผมก็บอกว่าก็ไม่เลวนะ  เพราะว่าชอบมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปัญหาระหว่างพรรคการเมืองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้   วันหนึ่งผมก็เจอท่านรัฐมนตรีโสภณ  ซารัมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ที่สภาฯ ผมก็บอกรัฐมนตรีเมื่อไหร่จะไปดูโครงการไทยเข้มแข็งบ้าง  ไปด้วยกันไหม  ท่านก็บอกว่าดีไปด้วยกัน  เดี๋ยวผมจะจัดรายการให้   ท่านก็จัดมา  ก็เสนอว่าให้ไปบุรีรัมย์  ก็เท่านั้นเอง

ผมไม่ได้คิดว่าอะไรเลยนะครับ  ผมก็ถือว่าผมอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว  และที่ผ่านมาก็พยายามจะไป   แต่ว่ารู้ว่าถ้าในช่วงไหนซึ่งจะทำให้มีแต่ความขัดแย้งวุ่นวาย  เราก็ไม่อยากที่จะไปเป็นเงื่อนไข  แต่วันนี้ถึงเวลา  เพราะว่าโครงการต่าง ๆ จะต้องลงไปในพื้นที่จริง  ผมก็คิดว่าต้องไปแล้ว  และผมได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับคนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงเดือนเมษายน  ได้มีการเปิดโอกาสให้อภิปราย  มีการตั้งกรรมการกันในสภาฯ แล้ว  เพราะฉะนั้น  ตอนนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ให้ทุกคนได้ทำงานกันไปตามหน้าที่ของตัวเอง  ผมไม่ได้คิดอะไร  ก็ไป  วันนี้ไปบุรีรัมย์  วันอื่นก็ต้องไปจังหวัดอื่น   แต่บังเอิญว่าก็เป็นธรรมดาครับ  ก็ไปวิเคราะห์วิจารณ์อะไรกันไป  ผมไม่ได้คิดว่ามีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ

พิธีกร ท่านนายกฯ เล่าเรื่องโครงการไทยเข้มแข็งให้ชาวบ้านได้ฟังนิดหนึ่งได้ไหมครับ

นายกรัฐมนตรี  คือมีประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของคนไทย  ไม่ใช่ของคนไทย  ของประเทศไทย และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย  คือการแก้ปัญหาในเรื่องของความยากจน  เราอาจจะมองอยู่ในบางมาตรการ เช่น  มีเงินทุนไปเพื่อให้กู้ยืม  ไปล้างหนี้เขาทีหนึ่ง   หรือว่าเป็นเกษตรกรก็มาพึ่งเรื่องของการแทรกแซงราคาพืชผล  อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งโครงการพวกนี้เราก็พยายามทำให้เป็นระบบมากขึ้น  แต่จริง ๆแล้ว  คนจะหลุดพ้นจากความยากจนได้  พื้นฐานเป็นโครงสร้างของประเทศต้องเอื้ออำนวย  ถ้าถนนหนทางดี  การคมนาคมสะดวก  นั่นหมายถึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนทุกคน  เดินทางก็สะดวกขึ้น  ติดต่อก็สะดวกขึ้น  เข้าถึงตลาด  เอาผลผลิตของตัวเองไปตลาดก็สะดวกขึ้น   และเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต  อย่างที่พูดถึงถนน  ต้องเรียกว่าไร้ฝุ่น ไร้โคลน  บางหน้าก็เป็นหลุม  บางหน้าก็เป็นโคลน  มันก็ควรจะมีการลงทุน  โรงเรียนต้องมี  ขาดแคลนอะไรเราก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลลูกหลานให้เขามีสิ่งอำนวยความสะดวก  มีอุปกรณ์การเรียน  มีความพร้อมในโรงเรียน  สถานีอนามัยซึ่งเป็นจุดแรกรับของคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยในชุมชน  ต้องมี   ควรจะมีการปรับปรุง   อันนี้ก็ต้องทำ

และสำหรับภาคการเกษตรสำคัญที่สุดคือเรื่องแหล่งน้ำ  ปัญหาคือในหลายปีที่ผ่านมา  ที่เราพูดว่ามีการแก้ปัญหาความยากจน  การลงทุนในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก  และผมก็มาดูว่า  ไม่ได้ประเมินเอง  ต่างประเทศเวลาเขาจัดอันดับความสามารถของประเทศไทย  เขาก็เอาปัจจัยพวกนี้ไปดู  ถนนหนทางดีไหม  การติดต่อสื่อสารสะดวกไหม  ผลผลิตทางการเกษตรดีไหม  อันดับพวกนี้เราลดลงเรื่อย ๆ ครับ  ผมก็บอกถึงเวลาที่ต้องลงทุน   ทีนี้เกิดมาอยู่ในจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  หลายคนอาจจะมองว่าถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอยู่  คงต้องรอกันต่อไป  ผมกลับไม่ได้มองอย่างนั้น  ผมกลับมองว่ามันก็เป็นโอกาสนะ  เพราะว่าถ้าเราทำตรงนี้  มันก็จะเกิดการกระจายเงิน  การก่อสร้าง การจ้างงาน อย่างมหาศาลทั่วทุกพื้นที่  และผมก็คิดว่าคนก็เบื่อแล้ว  ฟังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอะไร  เมกะโปรเจ็กต์  มีรถไฟฟ้า 4 สาย  แล้วก็โครงการขนาดยักษ์ 3-4 โครงการ  สุดท้ายปรากฏว่าโครงการเหล่านี้มีความซับซ้อนขึ้นมานิดหนึ่ง  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่วันนี้เรากำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ  ไม่ใช่เป็นเมกะโปรเจ็กต์  แต่โปรเจ๊กต์ไม่รู้เป็นร้อยเป็นพันโครงการที่กระจายไปทั่วประเทศ  ซึ่งผมเชื่อว่าบางโครงการจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง  แต่เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งร้อยทั้งพันโครงการจะล้ม  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นโอกาสดีว่าเราก็ทำทั้งเรื่องลงทุน  กระตุ้นเศรษฐกิจ  พร้อม ๆ ไปกับเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศ  ให้กับประชาชนของเรา

ก็มีจุดที่มาถามว่าแล้วเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้  ฐานะการคลังไม่ดี ไม่พร้อม  จะทำอย่างไร  ต้องไปกู้ยืมเงิน  จะเป็นหนี้สินหรือเปล่า  ผมก็บอกว่าเที่ยวนี้ผมไม่กู้จากต่างประเทศ  เที่ยวนี้สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่  ผมกำลังเอาเงินของคนซึ่งไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำและก็บ่นอยู่ว่าได้ดอกเบี้ยต่ำ  ธนาคารเองก็ยังจะไม่อยู่ในฐานะที่จะปล่อยสินเชื่อได้เยอะ  เพราะยังมีความไม่แน่ใจเรื่องของโครงการต่าง ๆ ธุรกิจก็บ่นว่ากู้ยืมเงินไม่ได้  ขณะนี้เงินกองอยู่ในระบบธนาคารเฉย ๆ  ประมาณเกือบ 2 ล้านล้านบาท  ผมก็เอาเงินตรงนี้มาใช้  คนไทยก็ไม่ต้องห่วงครับว่า เป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า  เราไม่ได้มีแผนการในการที่จะไปเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม  เพื่อที่จะมาคืนตรงนี้  เพราะเรารู้ว่าจากประสบการณ์ในอดีต  พอเราลงทุนตัวนี้  พอเศรษฐกิจได้รับการกระตุ้นพอเศรษฐกิจพื้น  รายได้รัฐบาลที่จัดเก็บ  มันจะเพิ่มขึ้นมา  และไปคืนหนี้ได้เอง  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เหมือนกับการทำธุรกิจ  เหมือนกับการบริหารองค์กร  หรือแม้กระทั่งการบริหารการเงินว่า  ถึงจุดหนึ่งมันมีความจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องทำ  แต่สำคัญคือต้องลงทุนแล้วคุ้มค่า เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ผมพยายามจะไปดูคือในทุกโครงการที่ผมไปเยี่ยม ความพร้อมที่จะดำเนินโครงการ  ความต้องการของประชาชนสอดคล้องจริงหรือไม่อย่างไร  ถ้าเป็นอย่างนี้ได้โครงการไทยเข้มแข็ง  ก็จะบรรลุวัตถุประสงค์  คือกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานด้วย  และทำให้ประเทศไทย คนไทย มีความเข้มแข็งขึ้นมา  มีความพร้อมขึ้นมา

พิธีกร  อีสานมีอะไรพิเศษกว่าภาคอื่น ๆ ในรายละเอียดที่แตกต่างกันไหมครับ

นายกรัฐมนตรี   ความต้องการของอีสาน  เรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด  ทีนี้ในอดีตอย่างที่บอกครับ  ก็คิดอย่างโครงการใหญ่  จะต้องผันน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน  ทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำโขง  อะไรต่าง ๆ  คือฟังดูมันตื่นเต้นครับ  แต่ว่าใช้เงินเป็นแสนล้าน  ยังไม่รู้เลยว่าจะมีปัญหากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร  ต้องซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน  แต่ว่าจริง ๆ มีโครงการที่ชาวบ้านรู้ดี  รอคอยมานานแล้ว โครงการไม่ได้ขนาดใหญ่   ขนาดกลาง  ขนาดเล็ก  เพราะว่าน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติในภาคอีสานก็ไม่ใช่น้อย  เพียงแต่ว่าถ้าสามารถจัดเก็บ บริหารจัดการได้  กระจายไปสู่เกษตรกรได้เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้น  อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความคาดหวังของชาวอีสาน  ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องถนนหนทาง  เรื่องของสถานีอนามัย  เรื่องของโรงเรียนเหมือนกันทั่วประเทศ  ขาดแคลนต้องการการปรับปรุง  ต้องการให้ดีขึ้น  ต้องการมีบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น  ก็เป็นโอกาสที่จะไปทำ

พิธีกร   เวลาที่นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปบุรีรัมย์  ตอนที่สนทนากับนายกรัฐมนตรีสั้นกว่าปกตินะครับ  เดี๋ยวคงต้องไปคุยกันต่อในพื้นที่นะครับ

ที่มา : คมชัดลึก

เทวดาเรียลลิตี้คึกลุยอุบลฯต่อ – จากการลงพื้นที่ บุรีรัมย์

กรกฎาคม 13, 2009 ใส่ความเห็น

Monday, July 13, 2009  04:35
กรุงเทพฯ–13 ก.ค.–ไทยโพสต์

          ไทยโพสต์  -  รัฐบาลพอใจลงพื้นที่บุรีรัมย์  “มาร์ค” ชี้ทำให้ประชาชนตื่นตัว “สาทิตย์” คึก 23 ก.ค.ลุยอุบลฯ  ก่อนบุกเหนือ “เชียงใหม่-ลำพูน”  ปชป.หนุนลงพื้นที่ทั่วประเทศเดือนละ 2 ครั้ง เชื่อคนจะเข้าใจนายกฯ-ลดความขัดแย้ง   พท.อ้างล้มเหลวเพราะเสื้อแดงป่วนไม่ได้  เอแบคโพลล์เผยผลงานรัฐบาล 6 เดือนแรกได้แค่สอบผ่านด้านเศรษฐกิจ แต่สอบตกด้านสังคม   ระบุคนเลือก ส.ส.สัดส่วน ปชป.มากกว่า พท. แต่ พท.ยังครองภาคอีสาน ขณะที่ ปชป.กระเตื้องขึ้นถึง 25% ส่วนภาคใต้ กมม.เบียด ปชป.

          เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ  อภิสิทธิ์” ถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า  การเดินทางไปครั้งนี้ไปวิเคราะห์กันมากมาย จริงๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย  ตนอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว  และที่ผ่านมาก็พยายามจะไป  แต่ถ้าในช่วงไหนซึ่งจะทำให้มีแต่ความขัดแย้งวุ่นวาย  เราก็ไม่อยากที่จะไปเป็นเงื่อนไข วันนี้ถึงเวลาเพราะว่าโครงการต่างๆ จะต้องลงไปในพื้นที่จริง และได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับคนที่ต่อต้านรัฐบาล ในช่วงเดือนเมษายนได้มีการเปิดโอกาสให้อภิปราย มีการตั้งกรรมการกันในสภาฯ แล้ว

          “เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ให้ทุกคนได้ทำงานกันไปตามหน้าที่ของตัวเอง  ผมไม่ได้คิดอะไร วันนี้ไปบุรีรัมย์วันอื่นก็ต้องไปจังหวัดอื่น ไม่ได้คิดว่ามีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

          นายกรัฐมนตรี  กล่าวด้วยว่า  ความต้องการของอีสานเรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด  ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องถนนหนทาง เรื่องของสถานีอนามัย  เรื่องของโรงเรียน เหมือนกันทั่วประเทศ-ขาดแคลน ต้องการการปรับปรุง ต้องการให้ดีขึ้น ต้องการให้มีบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น ก็เป็นโอกาสที่จะไปทำ

          ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินผลหลังเดินทางกลับจาก จ.บุรีรัมย์ว่า โดยรวมพึงพอใจที่ได้ติดตามงานไทยเข้มแข็ง ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะให้งานเหล่านี้เกิดขึ้น

          เมื่อถามว่า  แน่ใจหรือไม่ว่าเสียงตอบรับที่ได้มาจากประชาชนจริงๆ ไม่ใช่การจัดตั้งจากพื้นที่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “คนที่ไปกับผมจะได้เห็นเองว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปเป็นอย่างไร”

          นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเช่นกันว่า โดยภาพรวมถือว่าน่าพอใจ  ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดีในทุกพื้นที่ ทำให้นายกฯ ได้พบปะพูดคุยกับประชาชนอย่างเต็มที่  ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังดูกำหนดการที่เหมาะสมในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป  ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอุบลราชธานี ในวันที่  23 ก.ค.นี้ จากนั้นจะพัก 2 สัปดาห์ ก่อนไปเยือนภาคเหนือที่เชียงใหม่และลำพูน ส่วนการส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาจมีการประท้วงให้เป็นสีสันบ้าง


          นายสาธิต  ปิตุเตชะ  กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ขอสนับสนุนการลงพื้นที่ของนายกฯ  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ และขอเสนอว่าควรจะมีโปรแกรมลงพื้นที่อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้อาทิตย์ละครั้งก็จะถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ขอเสนอว่า นอกจากการลงพื้นที่ทุกภาคแล้วก็ควรจะลงพื้นที่ตามสภาพปัญหาด้วย  เช่น ลงพื้นที่เผชิญกับปัญหาในสระบุรี กรณีความเดือดร้อนจากบ่อขยะ   ถ้าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน   นายกฯ ควรลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อรับทราบปัญหา และนำข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินใจแก้ปัญหา

          เพราะบางทีประชาชนรู้จักนายกฯ  จากข้อมูลเพียงด้านเดียว แต่เมื่อได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงก็จะเข้าใจนายกฯ ได้มากยิ่งขึ้น ว่าเป็นคนที่มีบุคลิกจริงใจในการแก้ปัญหา   และยังเป็นการลดความขัดแย้งของประชาชนทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะประชาชนในภาคอีสานจะได้รับรู้ว่า รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรให้กับประชาชนทุกภาคทุกจังหวัด นายสาธิตกล่าว

          นายชินวรณ์   บุณยเกียรติ   ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล  (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ ‘รวมกันเราอยู่ กอบกู้เศรษฐกิจ ใกล้ชิดประชาชน’ ซึ่งประชาชนขานรับเป็นอย่างดี   รัฐบาลจึงควรเดินหน้าทำยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงในนามพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้คิดว่าทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ประชาชนตอบรับเช่นเดียวกับที่บุรีรัมย์

          ขณะที่ น.ส.รสนา  โตสิตระกูล  ส.ว.กทม.กล่าวว่า  การลงพื้นที่ของนายกฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นการหาเสียงของนักการเมือง   อย่างไรก็ตาม ตนอยากเตือนว่านายกฯ ไม่ควรยืมมือใครมาลงพื้นที่ อย่างครั้งนี้ก็ชัดเจนที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้จัดการให้จนมีรูปแบบเหมือนโมเดล (อำเภอ) อาจสามารถ ที่เคยเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้วในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

          “เชื่อว่าอาจจะมีเรื่องแอบแฝง  เพราะไม่ได้ส่งผลดีกับนายกฯ เพียงคนเดียว  แต่เรื่องนี้ยังส่งผลดีต่อนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เพราะการเปิดโครงการถนนไร้ฝุ่นของนายกฯ เสมือนว่าไปรับรองโครงการถนนไร้ฝุ่นว่ามีความชอบธรรมเรียบร้อยแล้ว  ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นจึงอยากให้นายกฯ  ระวังให้ดี  ควรทำให้ถนนไร้ฝุ่นเป็นถนนที่ปลอดจากการคอรัปชั่นด้วย มิเช่นนั้นจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล” น.ส.รสนากล่าว

          ทางด้านพรรคเพื่อไทย  (พท.) นายพร้อมพงศ์  นพฤทธิ์  โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ไทยที่ต้องใส่เสื้อเกราะอ่อน มีกำลังรักษาความปลอดภัยที่เป็นตำรวจ ทหาร และพลเรือน เสื้อน้ำเงินเสื้อขาวกว่า  5,000  คน นั่งรถกันกระสุน และที่สำคัญมีเฮลิคอปเตอร์คอยบินคุ้มกัน มีการบล็อกมวลชนเสื้อแดงไม่ให้มาประท้วงต่อต้านรัฐบาล  แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าประสบความสำเร็จ แต่ประชาชนและพรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นความล้มเหลว และที่มีการรักษาความปลอดภัยมากขนาดนี้ถือเป็นการประจานตัวเอง  เพราะใช้กำลังคุ้มครองมากกว่านายกฯ คนใดในประวัติศาสตร์ และใช้งบประมาณมากที่สุด  ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขวิกฤติความแตกแยกของรัฐบาลตลอดช่วง  6 เดือนที่ผ่านมานั้น ถือเป็นความล้มเหลวอย่างมโหฬาร

          “ขอร้องนายอภิสิทธิ์ว่า  การลงพื้นที่ครั้งต่อไปที่เชียงใหม่, ลำพูน, อุบลราชธานี หากใช้กำลังขนาดนี้  ควรให้ตำรวจ-ทหารดูแลประชาชนมากกว่าจะต้องมาดูแลนายกฯ  ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก” นายพร้อมพงศ์กล่าว

          วันเดียวกัน นายนพดล  กรรณิกา   ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์  เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามระดับครัวเรือน เรื่อง  “ประเมินผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ในรอบ 6 เดือนแรก และความนิยมต่อพรรคการเมือง  ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่วันนี้” กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ระหว่างวันที่ 3-11 ก.ค.52 พบว่า 

ความพึงพอใจต่อมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจมากที่สุด
อันดับแรก – ร้อยละ  60.2 ได้แก่  เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อเดือน
อันดับที่สอง ค่าตอบแทน อสม. 600 บาทต่อเดือน
อันดับที่สาม  การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในส่วนของการเดินทาง รถไฟ รถเมล์ ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า น้ำประปา  เป็นต้น
ส่วนอันดับรองลงไป อาทิ การแจกเงินผู้ประกันตน 2,000 บาท
สุดท้ายหรือร้อยละ 19.2 คือการกำกับดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งมีความไม่พอใจถึงร้อยละ 67.4

          อย่างไรก็ตาม   เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติประเมินคะแนนความพึงพอใจโดยรวมต่อมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ พบว่าได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 54.74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100

สำหรับความพึงพอใจต่อมาตรการของรัฐบาลด้านสังคม พบว่า
อันดับแรกที่พอใจมากที่สุด หรือร้อยละ  62.8  คือพอใจต่อการศึกษาเรียนฟรี 15 ปี
อันดับที่สอง การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหวัด 2009 
สุดท้ายคือ  การแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น  ไม่พอใจถึงร้อยละ 63.3 ทั้งนี้
ความพอใจโดยรวมได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 49.14 จากคะแนนเต็ม 100

          ส่วนความพึงพอใจของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลด้านการเมืองและความมั่นคง  อันดับแรก หรือร้อยละ  65.4 คือการปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันดับที่สอง การป้องกันประเทศ และสุดท้าย  การแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่พอใจร้อยละ 64 ทั้งนี้โดยรวมได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 55.18
          เอแบคโพลล์ ระบุด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 เห็นว่าควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไปก่อน ในขณะที่ร้อยละ 28.8 ระบุไม่ควรให้โอกาสแล้ว

          ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความนิยมตั้งใจจะเลือก  ส.ส.แบบสัดส่วนของพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง  พบว่าร้อยละ 44.6 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.1 จะเลือกพรรคเพื่อไทย  และร้อยละ  15.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ เช่น พรรคการเมืองใหม่ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นต้น (ในช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 5)

          แต่เมื่อจำแนกออกตามระดับการศึกษา  พบความแตกต่างกันคือ   ยิ่งคนมีการศึกษาสูงขึ้นยิ่งจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นตามไปด้วย  และเมื่อจำแนกตามระดับรายได้ กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยยังคงมีมากในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

          เมื่อจำแนกพื้นที่  พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน  คือร้อยละ 57.1  ต่อพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ  25.0 โดยพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีฐานเสียงสูงขึ้น จากเดิมเคยพบประมาณร้อยละ 10  กว่าๆ  เท่านั้น  ในขณะที่ภาคใต้ยังคงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แต่ดูจะน้อยลงไปบ้าง เพราะเคยสำรวจพบว่ามีกว่าร้อยละ  80   แต่ครั้งนี้พบอยู่ที่ร้อยละ  78.6 โดยค้นพบฐานนิยมตั้งใจจะเลือก “พรรคการเมืองใหม่” เริ่มเข้ามาแทนในภาคใต้ ในขณะที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร   คนที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคเพื่อไทยมีร้อยละ  49.3  และร้อยละ 48.1 ต่อร้อยละ 34.1 และร้อยละ 39.3 ตามลำดับ

          นายนพดล  สรุปว่า ผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันในช่วง 6 เดือนแรกถือว่าได้แค่ “สอบผ่าน”  ในมาตรการโดยรวมด้านเศรษฐกิจ และมาตรการด้านการเมืองและความมั่นคง  แต่ “สอบตก” ในมาตรการด้านสังคม   ยิ่งพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละมาตรการ รัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะประชาชนที่พอใจจริงๆ ยังมีต่ำกว่าครึ่ง

          “สิ่งที่ลดทอนความนิยมของประชาชน ต่อการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันในเชิงบริหารจัดการมาจาก  ’5 ไม่’ คือ “ไม่ทันใจ ไม่ทันสมัย ไม่ทันการณ์ ไม่ครอบคลุม และไม่เป็นแบบอย่าง” นายนพดลกล่าว.-

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.