Monday, July 13, 2009 04:35
กรุงเทพฯ–13 ก.ค.–ไทยโพสต์
ไทยโพสต์ - รัฐบาลพอใจลงพื้นที่บุรีรัมย์ “มาร์ค” ชี้ทำให้ประชาชนตื่นตัว “สาทิตย์” คึก 23 ก.ค.ลุยอุบลฯ ก่อนบุกเหนือ “เชียงใหม่-ลำพูน” ปชป.หนุนลงพื้นที่ทั่วประเทศเดือนละ 2 ครั้ง เชื่อคนจะเข้าใจนายกฯ-ลดความขัดแย้ง พท.อ้างล้มเหลวเพราะเสื้อแดงป่วนไม่ได้ เอแบคโพลล์เผยผลงานรัฐบาล 6 เดือนแรกได้แค่สอบผ่านด้านเศรษฐกิจ แต่สอบตกด้านสังคม ระบุคนเลือก ส.ส.สัดส่วน ปชป.มากกว่า พท. แต่ พท.ยังครองภาคอีสาน ขณะที่ ปชป.กระเตื้องขึ้นถึง 25% ส่วนภาคใต้ กมม.เบียด ปชป.
เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การเดินทางไปครั้งนี้ไปวิเคราะห์กันมากมาย จริงๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย ตนอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็พยายามจะไป แต่ถ้าในช่วงไหนซึ่งจะทำให้มีแต่ความขัดแย้งวุ่นวาย เราก็ไม่อยากที่จะไปเป็นเงื่อนไข วันนี้ถึงเวลาเพราะว่าโครงการต่างๆ จะต้องลงไปในพื้นที่จริง และได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับคนที่ต่อต้านรัฐบาล ในช่วงเดือนเมษายนได้มีการเปิดโอกาสให้อภิปราย มีการตั้งกรรมการกันในสภาฯ แล้ว
“เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ให้ทุกคนได้ทำงานกันไปตามหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่ได้คิดอะไร วันนี้ไปบุรีรัมย์วันอื่นก็ต้องไปจังหวัดอื่น ไม่ได้คิดว่ามีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ความต้องการของอีสานเรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องถนนหนทาง เรื่องของสถานีอนามัย เรื่องของโรงเรียน เหมือนกันทั่วประเทศ-ขาดแคลน ต้องการการปรับปรุง ต้องการให้ดีขึ้น ต้องการให้มีบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น ก็เป็นโอกาสที่จะไปทำ
ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินผลหลังเดินทางกลับจาก จ.บุรีรัมย์ว่า โดยรวมพึงพอใจที่ได้ติดตามงานไทยเข้มแข็ง ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะให้งานเหล่านี้เกิดขึ้น
เมื่อถามว่า แน่ใจหรือไม่ว่าเสียงตอบรับที่ได้มาจากประชาชนจริงๆ ไม่ใช่การจัดตั้งจากพื้นที่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “คนที่ไปกับผมจะได้เห็นเองว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปเป็นอย่างไร”
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเช่นกันว่า โดยภาพรวมถือว่าน่าพอใจ ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดีในทุกพื้นที่ ทำให้นายกฯ ได้พบปะพูดคุยกับประชาชนอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังดูกำหนดการที่เหมาะสมในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอุบลราชธานี ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ จากนั้นจะพัก 2 สัปดาห์ ก่อนไปเยือนภาคเหนือที่เชียงใหม่และลำพูน ส่วนการส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาจมีการประท้วงให้เป็นสีสันบ้าง
นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอสนับสนุนการลงพื้นที่ของนายกฯ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ และขอเสนอว่าควรจะมีโปรแกรมลงพื้นที่อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้อาทิตย์ละครั้งก็จะถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง นอกจากนี้ขอเสนอว่า นอกจากการลงพื้นที่ทุกภาคแล้วก็ควรจะลงพื้นที่ตามสภาพปัญหาด้วย เช่น ลงพื้นที่เผชิญกับปัญหาในสระบุรี กรณีความเดือดร้อนจากบ่อขยะ ถ้าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน นายกฯ ควรลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อรับทราบปัญหา และนำข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินใจแก้ปัญหา
เพราะบางทีประชาชนรู้จักนายกฯ จากข้อมูลเพียงด้านเดียว แต่เมื่อได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงก็จะเข้าใจนายกฯ ได้มากยิ่งขึ้น ว่าเป็นคนที่มีบุคลิกจริงใจในการแก้ปัญหา และยังเป็นการลดความขัดแย้งของประชาชนทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะประชาชนในภาคอีสานจะได้รับรู้ว่า รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรให้กับประชาชนทุกภาคทุกจังหวัด นายสาธิตกล่าว
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ ‘รวมกันเราอยู่ กอบกู้เศรษฐกิจ ใกล้ชิดประชาชน’ ซึ่งประชาชนขานรับเป็นอย่างดี รัฐบาลจึงควรเดินหน้าทำยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงในนามพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้คิดว่าทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ประชาชนตอบรับเช่นเดียวกับที่บุรีรัมย์
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.กล่าวว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นการหาเสียงของนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนอยากเตือนว่านายกฯ ไม่ควรยืมมือใครมาลงพื้นที่ อย่างครั้งนี้ก็ชัดเจนที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้จัดการให้จนมีรูปแบบเหมือนโมเดล (อำเภอ) อาจสามารถ ที่เคยเจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้วในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
“เชื่อว่าอาจจะมีเรื่องแอบแฝง เพราะไม่ได้ส่งผลดีกับนายกฯ เพียงคนเดียว แต่เรื่องนี้ยังส่งผลดีต่อนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เพราะการเปิดโครงการถนนไร้ฝุ่นของนายกฯ เสมือนว่าไปรับรองโครงการถนนไร้ฝุ่นว่ามีความชอบธรรมเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นจึงอยากให้นายกฯ ระวังให้ดี ควรทำให้ถนนไร้ฝุ่นเป็นถนนที่ปลอดจากการคอรัปชั่นด้วย มิเช่นนั้นจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล” น.ส.รสนากล่าว
ทางด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ไทยที่ต้องใส่เสื้อเกราะอ่อน มีกำลังรักษาความปลอดภัยที่เป็นตำรวจ ทหาร และพลเรือน เสื้อน้ำเงินเสื้อขาวกว่า 5,000 คน นั่งรถกันกระสุน และที่สำคัญมีเฮลิคอปเตอร์คอยบินคุ้มกัน มีการบล็อกมวลชนเสื้อแดงไม่ให้มาประท้วงต่อต้านรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าประสบความสำเร็จ แต่ประชาชนและพรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นความล้มเหลว และที่มีการรักษาความปลอดภัยมากขนาดนี้ถือเป็นการประจานตัวเอง เพราะใช้กำลังคุ้มครองมากกว่านายกฯ คนใดในประวัติศาสตร์ และใช้งบประมาณมากที่สุด ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขวิกฤติความแตกแยกของรัฐบาลตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้น ถือเป็นความล้มเหลวอย่างมโหฬาร
“ขอร้องนายอภิสิทธิ์ว่า การลงพื้นที่ครั้งต่อไปที่เชียงใหม่, ลำพูน, อุบลราชธานี หากใช้กำลังขนาดนี้ ควรให้ตำรวจ-ทหารดูแลประชาชนมากกว่าจะต้องมาดูแลนายกฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก” นายพร้อมพงศ์กล่าว
วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามระดับครัวเรือน เรื่อง “ประเมินผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรอบ 6 เดือนแรก และความนิยมต่อพรรคการเมือง ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่วันนี้” กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ระหว่างวันที่ 3-11 ก.ค.52 พบว่า
ความพึงพอใจต่อมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจมากที่สุด
อันดับแรก – ร้อยละ 60.2 ได้แก่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อเดือน
อันดับที่สอง ค่าตอบแทน อสม. 600 บาทต่อเดือน
อันดับที่สาม การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในส่วนของการเดินทาง รถไฟ รถเมล์ ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น
ส่วนอันดับรองลงไป อาทิ การแจกเงินผู้ประกันตน 2,000 บาท
สุดท้ายหรือร้อยละ 19.2 คือการกำกับดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งมีความไม่พอใจถึงร้อยละ 67.4
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติประเมินคะแนนความพึงพอใจโดยรวมต่อมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ พบว่าได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 54.74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100
สำหรับความพึงพอใจต่อมาตรการของรัฐบาลด้านสังคม พบว่า
อันดับแรกที่พอใจมากที่สุด หรือร้อยละ 62.8 คือพอใจต่อการศึกษาเรียนฟรี 15 ปี
อันดับที่สอง การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหวัด 2009
สุดท้ายคือ การแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ไม่พอใจถึงร้อยละ 63.3 ทั้งนี้
ความพอใจโดยรวมได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 49.14 จากคะแนนเต็ม 100
ส่วนความพึงพอใจของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลด้านการเมืองและความมั่นคง อันดับแรก หรือร้อยละ 65.4 คือการปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันดับที่สอง การป้องกันประเทศ และสุดท้าย การแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่พอใจร้อยละ 64 ทั้งนี้โดยรวมได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 55.18
เอแบคโพลล์ ระบุด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 เห็นว่าควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไปก่อน ในขณะที่ร้อยละ 28.8 ระบุไม่ควรให้โอกาสแล้ว
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความนิยมตั้งใจจะเลือก ส.ส.แบบสัดส่วนของพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่าร้อยละ 44.6 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.1 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 15.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ เช่น พรรคการเมืองใหม่ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นต้น (ในช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 5)
แต่เมื่อจำแนกออกตามระดับการศึกษา พบความแตกต่างกันคือ ยิ่งคนมีการศึกษาสูงขึ้นยิ่งจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นตามไปด้วย และเมื่อจำแนกตามระดับรายได้ กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยยังคงมีมากในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
เมื่อจำแนกพื้นที่ พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน คือร้อยละ 57.1 ต่อพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 25.0 โดยพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีฐานเสียงสูงขึ้น จากเดิมเคยพบประมาณร้อยละ 10 กว่าๆ เท่านั้น ในขณะที่ภาคใต้ยังคงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แต่ดูจะน้อยลงไปบ้าง เพราะเคยสำรวจพบว่ามีกว่าร้อยละ 80 แต่ครั้งนี้พบอยู่ที่ร้อยละ 78.6 โดยค้นพบฐานนิยมตั้งใจจะเลือก “พรรคการเมืองใหม่” เริ่มเข้ามาแทนในภาคใต้ ในขณะที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร คนที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคเพื่อไทยมีร้อยละ 49.3 และร้อยละ 48.1 ต่อร้อยละ 34.1 และร้อยละ 39.3 ตามลำดับ
นายนพดล สรุปว่า ผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันในช่วง 6 เดือนแรกถือว่าได้แค่ “สอบผ่าน” ในมาตรการโดยรวมด้านเศรษฐกิจ และมาตรการด้านการเมืองและความมั่นคง แต่ “สอบตก” ในมาตรการด้านสังคม ยิ่งพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละมาตรการ รัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะประชาชนที่พอใจจริงๆ ยังมีต่ำกว่าครึ่ง
“สิ่งที่ลดทอนความนิยมของประชาชน ต่อการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันในเชิงบริหารจัดการมาจาก ’5 ไม่’ คือ “ไม่ทันใจ ไม่ทันสมัย ไม่ทันการณ์ ไม่ครอบคลุม และไม่เป็นแบบอย่าง” นายนพดลกล่าว.-